logotext.png

ท่องทะเล...ดูปะการังเกาะเวียง...ดูวิวเกาะเตียบ สวรรค์วันหยุด

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ท่องเที่ยวกับ อบจ.ชุมพร ครั้งนี้ ขอนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในอำเภอปะทิวอีกที่หนึ่ง ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก หากลองใช้เสิร์จเอนจินต่างๆ หาข้อมูล พิมพ์คำว่า “เกาะเวียง” ก็จะมีตัวเลือกขึ้นมาให้รับชมหลายเว็ปไซต์เลยครับ เพราะตอนนี้เป็นแหล่งดำน้ำตื้นที่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้ได้มาก เรามารู้จักเกาะเวียงกันเพิ่มเติมซักนิด เกาะเวียงเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอำเภอปะทิว ห่างจากชายฝั่งประมาณ 4 กิโลเมตร หากมองจากระยะไกลจะเห็นเหมือนเป็นหุบเขาซ้อนกันอยู่ในเกาะขนานไปกับชายฝั่งดูแปลกตา จึงเป็นที่หลบคลื่นลมของชาวประมงเมื่อมรสุมพัดมา

กลับมาเล่าถึงทริปของเรากันดีกว่าครับ ก่อนหน้าวันเดินทางประมาณอาทิตย์หนึ่ง ทางทีมท่องเที่ยวกังวลมากเพราะมรสุมเข้าชุมพรมาตลอด ฝนตกทุกวันจนไม่แน่ใจว่าจะออกเรือไปได้หรือไม่ จนก่อนหน้าวันเดินทางหนึ่งวันโชคเข้าข้าง ฝนหยุด ฟ้ากลับมาใสก็ใจชื้นขึ้น มีแววได้ภาพสวยๆ กับมาฝากแน่นอน (ฮา) ถึงวันเดินทางทีมท่องเที่ยวเดินทางไปสมทบกับกลุ่มที่จะไปด้วยกันที่อ่าวบ่อเมา เลยเก็บภาพมาให้ชมนิดหน่อย แล้วคิดในใจว่าแปะโป้งไว้ก่อนเราจะกลับมาเก็บภาพตอนพระอาทิตย์ขึ้นในโอกาสหน้า เมื่อแนวร่วมพร้อมเราออกรถมุ่งไปยังอ่าวทุ่งมหาเพื่อขึ้นเรือไปยังเกาะ การเดินทางไปดำน้ำมีหลายบริษัทจัดนำเที่ยว แต่ครั้งนี้เราใช้บริการ กรีนนำเที่ยวของพี่เขียวที่รวบรวมชาวบ้านในพื้นที่มาให้บริการนักท่องเที่ยวครับ เมื่อถึงที่หมายเจ้าหน้าที่ออกมาต้อนรับพร้อมจัดแจงหาเสื้อชูชีพมาแจกจ่ายให้ใส่กันทุกคนเพื่อความปลอดภัย พร้อมแล้วเราก็ลุยกันเลยครับ เดินไปขึ้นเรือเป็นขบวน มองฟ้าตอนนี้มันสวยมากสีครามตัดกับเมฆขาวงามตา เรือที่นำเที่ยวดัดแปลงมาจากเรือประมงพื้นบ้านนะครับ ฉะนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกจะไม่ครบครันนัก แต่คนขับเรือและผู้ช่วยอัธยาศัยดีมาก คอยแนะนำ ชวนดูโน่นดูนี่ตลอดเวลา และพร้อมตอบคำถามเราด้วยความเต็มใจ เรือเคลื่อนจากฝั่งไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน เพราะเป็นร่องน้ำตื้นการใช้ความเร็วสูงไปอาจเกิดอันตรายได้ เมื่อเข้าใกล้ตัวเกาะเราเห็นบ้านพักชั่วคราวที่สร้างง่ายๆ ของชาวประมงที่ไว้ใช้หลบคลื่นลม ผู้ช่วยคนขับแกเล่าว่าช่วงเย็นจะมีนกเงือกที่อาศัยอยู่บนเกาะหลายคู่ ออกมาบินวนให้ได้เห็น แต่ไม่ต้องถึงเย็นครับเรือแล่นอ้อมเกาะมานิดเดียวแกรีบชี้ให้ดู นกเงือกบินอยู่ตามยอดไม้สูงสลับที่ไปมาสร้างความตื่นเต้นได้พอสมควร จนมาถึงจุดดำน้ำจุดแรกพนักงานนำอุปกรณ์การดำน้ำมาแจกจ่าย มีเรือนักท่องเที่ยวมาถึงก่อนหน้าเราอยู่สองลำอยู่เพียงครู่ก็ไปยังจุดอื่นปล่อยกลุ่มเราดำน้ำกันแบบเต็มที่ ทุกคนปรับอุปกรณ์จนได้ระดับเรียบร้อยก็มุ่งไปที่แนวน้ำตื้น สำหรับคนว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่คล่องไม่ต้องกลัวนะครับ มีเจ้าหน้าที่นำแผ่นยางมาให้เกาะและนำไปยังจุดดำน้ำให้ กลุ่มเราดำผุดดำว่ายด้วยความสนุก มีรอยยิ้มในหน้าของทุกคน เจ้าหน้าที่นำไปที่ถ้ำบริเวณใกล้ๆ ให้ชมโลกใต้น้ำกัน แต่ขอเตือนไปสักนิดครับ แนวปะการังอยู่ใกล้โขดหินบริเวณน้ำตื้นมาก พยายามลอยตัวอยู่ผิวน้ำตลอดนะครับ เพราะโขดหินมีตัวเพรียงเกาะอยู่อาจบาดได้ ซึ่งก็มีโดนกันนิดหน่อยพอเป็นรอยประสบการณ์ (ฮา) ได้เวลาพากันขึ้นเรือเพื่อไปต่อจุดที่ 2 ที่วันนี้โชคดีลมไม่แรงสามารถนำเรือเข้าไปในอ่าวได้ อ่าวที่เข้าไปจุดที่ 2 เรียกว่าอ่าวกลอย เป็นเวิ้งอ่าวขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มีปะการังแผ่นขนาดใหญ่สีสวย ชาวบ้านเรียกกันว่า ใบบัวสวรรค์ และมีปลาการ์ตูน หรือที่เด็กๆ เรียกกันว่าปลานีโม อาศัยอยู่ เรือจอดเรียบร้อยก็ไม่รอช้า ทุกคนลงน้ำ ลืมความแสบจากรอยหินบาดจนหมด มุ่งไปยังจุดที่ปะการังและปลาการ์ตูนอยู่ พักใหญ่ที่คณะลงดำน้ำ ไม่มีใครบ่ายหน้าขึ้นเรือกันเลย คงจะชมโลกใต้ทะเลด้วยความสุข จนได้เวลาจึงทะยอยขึ้นเรือเพื่อไปยังเกาะเตียบต่อไป เกาะเตียบเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และช่วงที่เป็นฤดูกาลวางไข่ของปูก็จะเป็นธนาคารปูด้วย โดยนำปูตัวเมียที่มีไข่นอกกระดองมาปล่อยในกระชังเพื่อให้วางไข่เสียก่อน เพื่ออนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ แต่ช่วงที่เราไปหมดฤดูกาลไปแล้วนะครับ กระชังทั้งหลายจึงเปลี่ยนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ เมื่อเราไปถึงขึ้นจากเรือไปยังอาคารไม้ เราพบกับกระชังขนาดใหญ่หลายกระชัง เชื่อมต่อกันด้วยสะพานไม้ประกอบกับวิวเกาะแก่งเป็นฉากหลังดูสวยไปอีกแบบ มีตะกร้าใส่ไข่หมึกเพื่อรอการฟักตัวให้ได้ชม ปลาตัวน้อยว่ายเป็นฝูงตามเสาสะพานยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์ได้ดี เราพักยืดแข้งยืดขากันสักครู่แล้วไปยังเส้นทางศึกษาธรรมชาติรอบเกาะที่ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างไว้ให้ เทปูนเพื่อให้เดินง่ายขึ้นแต่ก็ต้องระมัดระวังนะครับ เพราะหินภูเขาที่ถูกกัดเซาะนั้นคมมาก หากสะดุดล้มโดนมีแผลแน่ครับ ตามทางเราชมวิวโดยรอบที่มองเห็นเกาะต่างๆ จากมุมสูงสวยไปอีกแบบ และมีพรรณไม้ชายทะเลให้ชมตามรายทางเพลิดเพลินไม่รู้สึกเหนื่อยและร้อนเลย เมื่อชมโดยรอบก็ได้เวลากลับเข้าฝั่ง เป็นอีกวันที่ได้ออกเดินทางด้วยความสุขและคิดว่าไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน เราจะมาเยือนอีกเรื่อยๆ ครับ ชุมพรมีของดีอีกมากมายรอเราไปชม เพราะชุมพรเป็นเมืองต้องห้าม....พลาด ท่องเที่ยวกับ อบจ.ชุมพร ครั้งหน้าจะพาทุกท่านไปที่ใดโปรดติดตามครับ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการท่องเที่ยว

องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร

สุขใจวันวิสาขบูชา...ร่วมห่มผ้าพระปรางค์วัดประเดิม

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน “ท่องเที่ยวกับ อบจ.ชุมพร” ครั้งนี้ จะนำเสนองานประเพณีที่สำคัญอีกงานหนึ่งของจังหวัดชุมพร ซึ่งจัดร่วมกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาตรงกับวันวิสาขบูชา นั่นคืองานประเพณีเชิญผ้าพระราชทานฯ ห่มพระปรางค์วัดประเดิมครับ หลายท่านอาจจะไม่คุ้นหูถึงชื่อวัดประเดิม วัดเล็กๆ ในตำบลตากแดด แต่มีความเก่าแก่และสำคัญต่อชาวเมืองชุมพรเช่นกัน เชิญอ่านประวัติความเป็นมาของวัดประเดิมกันก่อนเลยครับ

ประวัติ / ตำนาน

เชื่อกันว่า เมืองเดิมของจังหวัดชุมพร ตั้งอยู่บริเวณวัดประเดิม ฝั่งซ้ายของแม่น้ำชุมพรที่ตำบลตากแดด ต่อมาย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่ตำบลท่ายาง และที่ตำบลท่าตะเภาตามลำดับ เหตุที่ย้ายเมืองบ่อยครั้งอาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นเพราะการเปลี่ยนทางเดินของแม่น้ำท่าตะเภา และแม่น้ำชุมพร หรือ อาจเป็นเพราะเมืองชุมพรเป็นเมืองหน้าด่านในการทำศึกสงคราม จึงไม่สามารถสร้างบ้านเมืองถาวรได้  สำหรับชื่อ วัดประเดิม นั้น เล่ากันว่า น่าจะมาจากการเป็นวัดแรกในบริเวณนี้ และเป็นวัดประจำเมืองชุมพรเก่า เชื่อกันว่าพระปรางค์เดิมมีรูปแบบศิลปะแบบศรีวิชัย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันที่แน่นอน ในสมัยก่อนน่าจะมีโบราณวัตถุชนิดต่างๆ อยู่ในวัดมากพอสมควร แต่ได้ชำรุดหักพังไปตามกาลเวลาและจากภัยสงคราม ในปัจจุบันยังปรากฏโบราณวัตถุที่ทางวัดเก็บรักษาไว้ เช่น ใบเสมาหินทราย เศียรพระพุทธรูปหินทราย และเศียรพระพุทธรูปปูนปั้นประมาณ 20 ชิ้น มีรูปแบบศิลปะแบบสมัยอยุธยา  เป็นต้น

จากหลักฐานที่กล่าวข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นว่าวัดประเดิม คงเป็นวัดที่มีความสำคัญและเจริญมากในอดีตแห่งหนึ่งในจังหวัดชุมพร

สิ่งสำคัญภายในวัด

1. พระปรางค์ (บูรณะแล้ว)   ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส   ทำฐานเป็นบัวลดหลั่นกันขึ้นไป   รูปทรงชลูด เรือนธาตุมีขนาดเล็ก มีระเบียงคตล้อมรอบพระปรางค์ ระหว่างระเบียงคตกับพระปรางค์เป็นลานประทักษิณ รูปแบบศิลปกรรมดั้งเดิมของพระปรางค์องค์นี้ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นแบบใด แต่จากรูปแบบโบราณวัตถุต่างๆ ที่พบในวัด เช่น เศียรพระพุทธรูปหินทราย และใบเสมาหินทราย อาจสันนิษฐานได้ว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา

2. เจดีย์รายขนาดเล็ก 1 องค์ เป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สภาพทรุดโทรม มีผู้เล่าว่าเดิมเจดีย์รายรอบวัดมีหลายองค์แต่ปัจจุบันเหลือเพียงองค์เดียวเท่านั้น

3. อาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นอาคารสถาปัตยกรรมท้องถิ่น สร้างขึ้นระหว่าง ปี พ.ศ.2473 - 2480 เป็นอาคารไม้แบบเรือนปั้นหยา ยอดจั่ว ชายคาตกแต่งด้วยไม้ฉลุ และกลึงลวดลายแบบพื้นเมือง อาคารนี้แบ่งเป็น 2 ห้อง โดยมีชานเป็นส่วนเชื่อมต่อ ระเบียงจะอยู่ลดระดับต่ำจากชานประมาณ 30 เซนติเมตร ปัจจุบันส่วนระเบียงมีการซ่อมแซมโดยทำเป็นพื้นคอนกรีต และเสาคอนกรีตที่ยกพื้นทำให้อาคารนี้เป็นเรือนใต้ถุนโปร่ง (ตัวอย่างของอาคารสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแบบนี้ ปัจจุบันพบน้อยมาก เนื่องจากได้รับความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นเกย์ เมื่อ ปี พ.ศ.2532)

สำหรับประวัติพระบรมสารีริกธาตุวัดประเดิม ขุดพบเมื่อปี พ.ศ.2461 โดยหลวงปู่เวศ ภูริปญโญ เจ้าอาวาสวัดประเดิมสมัยนั้นจะสร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ จึงให้คนงานรื้อวิหารและเจดีย์เก่าที่ชำรุด ซึ่งใต้ฐานพบลูกกลมๆ ขนาดใหญ่ทำด้วยปูน ภายในมีบาตรดินโบราณ บรรจุผอบเงินผอบทอง และของมีค่าอื่นๆ อีกจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเม็ดเท่าเมล็ดข้าวโพดขนาดใหญ่สีขาว และสีต่าง ๆ ปนอยู่ด้วย คนงานจึงนำเม็ดเหล่านั้นไปให้หลวงปู่เวศ เมื่อท่านใส่ปากอมอยู่สักครู่ก็บอกว่า "พระบรมสารีริกธาตุ" โดยสันนิษฐานว่า พระบรมสารีริกธาตุ คงจะบรรจุในเจดีย์เป็นเวลาหลายร้อยปี ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2508 พระสังวรสมาธิวัฒน์ พร้อมด้วยคุณหญิงอนุกิจ วิธูร จากกรุงเทพฯ ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากวัดประเดิม ไปวัดสระเกศกรุงเทพมหานคร เพื่อถวายสมเด็จพระสังฆราช ให้ทรงพิจารณาว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่แท้จริงหรือไม่ เมื่อสมเด็จพระสังฆราชทานได้พิจารณาแล้ว ท่านทรงรับรองว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่แท้จริง และได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุจำนวนหนึ่งเพื่อร่วมบรรจุร่วมกับพระบรม สารีริกธาตุของวัดประเดิม และทางวัดประเดิมได้ประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระปรางค์ เมื่อวันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2511 แรม 2 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก

โดยจังหวัดชุมพร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าห่มพระปรางค์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันวิสาขบูชา ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2556 เป็นต้นมา หลังจากนั้นทรงมีพระราชกระแสให้จังหวัดชุมพรร่วมกับประชาชนในพื้นที่จัดทำ ผ่าห่มพระปรางค์ประดับอักษรพระนามาภิไธยย่อ "ส.ธ." ผืนใหม่ขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชาในปีต่อไป

:ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

จากประวัติความเป็นมาจะเห็นว่าวัดประเดิมมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าวัดอื่นๆ ในจังหวัดชุมพรเลย ทีมท่องเที่ยวจึงนำมาเสนอให้ทุกท่านได้ทราบเพื่อจะได้วางแผนการท่องเที่ยวต่อไปสำหรับครั้งหน้าครับ การเดินทางจากในเมือง เริ่มต้นที่แยกหอนาฬิกาไปทางสี่แยกปฐมพร เมื่อถึงวงเวียนทางตันกลับรถลอดใต้สะพานข้ามรถไฟ เข้าซอยเมืองชุมพร 15 (ซอยวัดประเดิม) ประมาณ 2 กิโลเมตร วัดอยู่ทางซ้ายมือ เราเดินทางถึงวัดประมาณบ่ายสามโมง ปีนี้เย็นฉ่ำด้วยสายฝนเมื่อเราไปถึง แต่ฝนก็ไม่สามารถขวางศรัทธาของประชาชนได้ยังเดินทางมายังวัดเรื่อยๆ เราเดินชมบรรยากาศเดินเก็บภาพเพื่อรอพิธีการที่จะใกล้จะเริ่ม ฝนที่เทมาเมื่อครู่ก็ซาเม็ดเหลือเพียงอากาศเย็นสบาย เมื่อได้เวลารถแห่ผ้าพระราชทานฯ เคลื่อนผ่านซุ้มประตูวัดเข้ามายังศาลาการเปรียญเพื่อประกอบพิธีสมโภช แล้วเวลาสำคัญก็มาถึงผืนผ้าพระราชทานฯ ห่มองค์พระปรางค์ถูกคลี่ออก ผืนผ้าสีเหลืองอร่ามประดับพระนามาภิไธยย่อ “ส.ธ.” งดงาม หัวขบวนฝ่ายสงฆ์นำโดยเจ้าคณะจังหวัดชุมพร ฝ่ายคฤหัสถ์นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร และทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรมี นายสุพล จุลใส นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ร่วมพิธีอัญเชิญผ้าพระราชทานฯ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ส่วนท้องถิ่น รวมไปถึงประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเป็นจำนวนมากพร้อมใจกันร่วมพิธีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส วงโยธวาทิตมาบรรเลงให้บรรยากาศสนุกสนานยิ่งขึ้น ขบวนอัญเชิญผ้าเริ่มเคลื่อนไปช้าๆ เดินเวียนไปรอบองค์พระปรางค์อย่างเป็นระเบียบจนครบสามรอบ หัวขบวนจึงอัญเชิญผ้าพระราชทานฯ ผ่านซุ้มประตูส่งต่อเพื่อห่มองค์พระปรางค์ ผืนผ้าพระราชทานฯ ค่อยๆ นำขึ้นห่มองค์พระปรางค์จนเสร็จเรียบร้อยงดงามมากครับ ท่านผู้ว่าฯ จึงทำการสักการะองค์พระปรางค์เป็นอันเสร็จพิธี พวกเราแยกย้ายกลับด้วยความอิ่มใจ ที่จังหวัดชุมพรมีสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองไม่ไกลจากตัวเมือง และยังมีประเพณีที่เรียบง่ายแต่เป็นระเบียบงดงามควรแก่การสืบทอดต่อไป ในปีนี้ได้ประกอบพิธีห่มผ้าพระราชทานฯ เรียบร้อยแล้ว ท่านที่พลาดอย่าลืมนะครับ วันวิสาขบูชาปีหน้าไปร่วมอัญเชิญผ้าพระราชทานฯ ห่มองค์พระปรางค์วัดประเดิมกัน ท่องเที่ยวกับ อบจ.ชุมพร ครั้งนี้ได้นำเสนอให้ท่านผู้อ่านทราบถึงประเพณีสำคัญของจังหวัดชุมพรเรียบร้อยแล้ว ครั้งหน้าจะนำเสนอที่ใด โปรดติดตามครับ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการท่องเที่ยว

องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร

พักใจ พักกาย ที่หาดทรายรี

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ในครั้งนี้ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศหน้าร้อน ท่องเที่ยวกับ อบจ.ชุมพร ขอนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักของชาวชุมพร และนักท่องเที่ยวที่มาจังหวัดชุมพรจะต้องไปเยือน นั่นคือหาดทรายรี ชุมพร ครับ ก่อนอื่นขอนำเสนอการเดินทางก่อนนะครับ มาจากตัวเมืองใช้เส้นทางทางหลวงหมายเลข 4119 และ 4098 ประมาณ 20 กิโลเมตร และมีรถโดยสารวิ่งจากตัวเมืองถึงชายหาดเลย

หาดทรายรีเป็นหาดคู่บ้านคู่เมืองชุมพรมายาวนาน เนื่องจากมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นแหล่งรวมใจของชาวชุมพร ซึ่งก็คือ ศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ หรือ เสด็จเตี่ย มีสองศาลในบริเวณใกล้เคียงกัน ใครสะดวกศาลไหนเชิญสักการะได้เลยครับ ในครั้งนี้ทีมท่องเที่ยวเราเริ่มจากศาลบน ซึ่งเป็นศาลที่จัดสร้างโดยจังหวัดชุมพร สร้างจำลองแบบเรือหลวงพระร่วง ซึ่งเสด็จในกรมฯ ทรงนำเรือกลับมาจากประเทศอังกฤษด้วยตัวของพระองค์เอง ตัวศาลตั้งอยู่บนเนินเขาทางทิศเหนือของชายหาดดูเด่นตั้งแต่ไกล วันที่เราไปด้านนอกของศาลมีการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อความสวยงามอยู่ แต่ยังสามารถเข้าไปสักการะพระรูปเสด็จในกรมฯ ได้นะครับ บรรยากาศบนเนินเขามีลมพัดเข้ามาตลอดเวลาเย็นสบาย คลายความร้อนเป็นอย่างดี แล้วเราก็เดินลงเนินมายังจุดชมวิวที่ได้รับการตกแต่งไว้สวยงามเหมาะแก่การมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ซึ่งทำไว้สองจุดให้เลือกถ่ายกันตามสบาย เมื่อได้เวลาเราก็เดินลงมายังเรือหลวงชุมพรเป็นเรือตอร์ปิโดขนาดใหญ่ มีความยาว 68 เมตร กว้าง 6.55 เมตร เรือลำนี้ปลดประจำการเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2518 ต่อมาในปี พ.ศ.2522 กองทัพเรือได้มอบเรือนี้ให้มาตั้ง ณ หาดทรายรี เพื่อเป็นอนุสรณ์ของกรมหลวงชุมพรฯ เราเดินหามุมถ่ายภาพมาฝากท่านผู้อ่านอยู่พักใหญ่ ตลอดเวลาก็มีนักท่องเที่ยวมาชมเรื่อยๆ นะครับ แล้วเราก็ออกเดินทางมายังชายหาดของหาดทรายรี เป็นหาดทรายที่ทอดแนวเหนือ – ใต้ ทรายเม็ดละเอียดแม่จะไม่ขาวมากนักแต่เดินสบายเท้า ช่วงเย็นจะมีนักท่องเที่ยวทั้งจากชุมพรเอง และจากต่างถิ่นพาลูกหลานมาเล่นน้ำ เพราะหาดที่นี่ไม่ลาดชันมากเหมาะแก่การเล่นน้ำอีกแห่งหนึ่ง เราหามุมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนมาถึงเกือบสุดหาด เป็นเวิ้งกว้างเงียบสงบ บรรยากาศสบายจริงๆ ครับ มีชาวประมงพื้นบ้านมารุนเคย ตัวเหมือนกุ้งตัวเล็กๆ ไว้ทำกะปิ ตามวิถีท้องถิ่น ปูลมตัวน้อยวิ่งไปมาว่องไวเพลินตา ทีมท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติอย่างเต็มที่ เมื่อได้เวลาจึงออกเดินทางอีกครั้ง เรามุ่งหน้าไปยังอ่าวทุ่งมะขามที่มีคนบอกว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของชุมพรเลยครับ โดยใช้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4119 และ 4098ผ่านหาดทรายรีเลี้ยวขวาไปตามถนนลาดยางประมาณ 6 กิโลเมตร เมื่อถึงทางเข้าท่าเรือลมพระยาเป็นถนนคอนกรีต ตรงเข้าไปไม่เกิน 10 เมตร จะมีทางเลี้ยวขวาลงสู่หาด อ่าวทุ่งมะขามเป็นอ่าวมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลมมีแนวหินเป็นแหลมมีชายหาดสีขาวนวลสงบเงียบน่าพักผ่อน ตลอดแนวชายหาดหนาแน่นไปด้วยต้นมะพร้าว มีหมู่บ้านชาวประมงตั้งอยู่ หากไปกันโปรดเคารพสถานที่ด้วยนะครับ เพื่อไม่เป็นการรบกวนวิถีชีวิตของชาวบ้าน เมื่อเราไปถึงพบกับรอยยิ้มเจืออยู่ในใบหน้าของชาวบ้านทุกคน ริมหาดมีคุณยายมาขุดทรายเพื่อหาหอยตัวเล็กๆ ไปดองน้ำปลา เรือประมงพื้นบ้านจอดเรียงรายรอเวลาออกหาปลาอีกครั้ง แสงตะวันเริ่มโรยราลงเรื่อยๆ บรรยากาศอบอุ่น ลมพัดเอื่อยๆ ช่วยให้ผ่อนคลายจากแดดร้อนช่วงบ่ายได้ดี ชาวประมงก็เริ่มออกเรือไปเรื่อยๆ เพื่อหาปลามาเป็นรายได้ต่อไป เราอยู่จนแสงสุดท้ายลับขอบฟ้าไป จนความมืดปกคลุม ขอเตือนอีกนิดสำหรับผู้จะมาเยือน หากจะอยู่จนมืดแบบทีมท่องเที่ยวให้พกอุปกรณ์กันยุงมาด้วยนะครับ เพราะมากันเป็นกองทัพ (ฮา) ได้เวลาเราจึงเก็บอุปกรณ์กลับเข้าเมืองกัน พร้อมความสุขเหมือนทุกครั้งที่ได้ออกไปเก็บภาพ เก็บข้อมูลมาฝากทุกท่าน เพราะชุมพรเป็นเมืองต้องห้าม....พลาด สุดท้ายนี้ขอฝากกิจกรรม เปิดโลกทะเลชุมพร ด้วยนะครับ จัด ณ บริเวณชายหาดหน้าเทศบาลตำบลปากน้ำชุมพร ตั้งแต่วันที่ 25 – 29 มีนาคม 2559 ครับ ส่วนในครั้งหน้า ท่องเที่ยวกับ อบจ.ชุมพร จะนำทุกท่านไปที่ใดโปรดติดตามครับ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการท่องเที่ยว

องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร

แหล่งรวมศรัทธาที่วัดแก้วประเสริฐ

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ “ท่องเที่ยวกับ อบจ.ชุมพร” ครั้งนี้ ขอนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดชุมพรอีกครั้ง แต่ครั้งนี้อยู่เกือบถึงรอยต่อของจังหวัดชุมพรและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เลยครับ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เหมือนเป็นแหล่งรวมใจของอำเภอปะทิว โดยเฉพาะชาวบ้านท่าแอต นั่นคือ วัดแก้วประเสริฐ หรือชาวบ้านเรียกว่าวัดท่าแอต ครับ เรามาทราบประวัติคร่าวๆ กันก่อนดีกว่าครับ

วัดแก้วประเสริฐหรือวัดท่าแอตตั้งอยู่ที่ บ้านท่าแอต ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เริ่มกำเนิดเกิดขึ้นมา เมื่อพ.ศ. 2515 เป็นเวลาประมาณ 44 ปีเศษมาแล้วเดิมชื่อสำนักสงฆ์ควนเจริญ หรือสำนักสงฆ์ท่าแอต ต่อมาพระอาจารย์บรรจงธมฺมรโส ได้กระทำพิธีบูชา เทวาสาธุการ และปรึกษาหารือ กับลูกศิษย์หลายฝ่ายต่างเห็นชอบตรงกันว่า สมควรเปลี่ยนชื่อจากสำนักสงฆ์ควนเจริญ เป็น "สำนักสงฆ์แก้วประเสริฐ" และเป็น “วัดแก้วประเสริฐ” จนปัจจุบัน เพื่อให้เหมาะสมกับความดี ความงามของผู้ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม ซึ่งมีจิตใจขาวสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนแก้วที่ใสสะอาด และสง่างาม สมดังชื่อว่า "แก้วประเสริฐ"ความหมายคำว่า "แก้ว" นั้นหมายถึง แก้วที่ใส ที่สะอาด บริสุทธิ์ปราศจากสิ่งเจือปน คำว่า "ประเสริฐ" หมายถึง ดีงาม เมื่อรวม 2 คำเข้าด้วยกันเป็น แก้วประเสริฐ แล้ว จึงมีความหมายว่า "ดวงแก้วที่สุกใสสะอาดบริสุทธิ์ ยังประโยชน์เพื่อเป็นคุณอันประเสริฐ แก่มวลมนุษย์ชาติ"จึงเรียกดวงแก้วดวงนี้ว่า "แก้วประเสริฐ" การเดินทางโดยรถยนต์จากศาลหลักเมืองชุมพรเลี้ยวขวาไปยังถนนไตรรัตน์ตรงไปเจอสี่แยกมอนเดียร์เลี้ยวขวาตรงไปยังถนนไตรรัตน์ผ่านสถานีตำรวจภูธรเมืองชุมพร ผ่านแยกนิ๊งน๋อง(ถนนไตรรัตน์)โดยใช้ระยะทางประมาณ 3 กม. จากนั้นตรงไปยังเส้นถนนสะพลี-ปะทิวตรงไปตามถนนเส้นหลัก ใช้ระยะทาง 31 กม. เจอแยกตรงวัดตอนตะเคียนให้เลี้ยวขวาเพื่อวิ่งเข้าตำบลปากคลองใช้ระยะทางประมาณ 25 กม.จะมีป้ายบอกตลอดทางถึงเส้นทางไปวัดแก้วประเสริฐ(เป็นแผ่นป้ายสีน้ำเงิน)วัดแก้วประเสริฐอยู่ทางด้านซ้ายมือ เส้นทางที่ใช้เป็นถนนเลียบชายทะเล ไหล่ทางทั้งสองฝั่งเป็นเลนสำหรับขี่จักรยาน ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ด้วยครับ

วัดแก้วประเสริฐเป็นวัดที่สร้างขึ้นบนเนินเขาริมชายทะเลซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขายอดเว้าแหว่งยื่นไปในทะเลปะทิวได้สวยงามมากดั่งภาพเขียน หลวงพ่อจงเจ้าอาวาสได้สร้างสิ่งก่อสร้างไว้มากมาย และหลากหลายความเชื่อ ทีมท่องเที่ยวเดินทางไปถึงวัดก็มุ่งไปสู่จุดสูงสุดของวัดก่อนเลยครับ พบกับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยหันพระพักตร์ไปทางอ่าวทุ่งมหา เราเดินดูรอบๆ เห็นบริเวณโดยรอบของอ่าวทุ่งมหาได้ชัดเจน แนวโค้งของทุกหาด เกาะแก่งต่างๆ แนวป่าชายเลนเขียวขจี มีเรือประมงพื้นบ้านมาทอดสมอหลบคลื่นลม และรอเวลาเพื่อออกไปหาปลาต่อไป บนเขามีต้นไม้ให้ร่มครึ้มออกดอกแปลกตาให้ได้ชม แล้วเราก็เดินทางลงมาอีกระดับหนึ่ง ทางวัดได้สร้างแบบจำลองเพื่อสอนให้คนมุ่งทำความดี ละเว้นความชั่ว ด้วยการใช้หุ่นจำลองถึงวิถีแห่งการนำไปสู่สวรรค์ และหนทางไปสู่นรก วิธีการทำโทษต่อการกระทำผิดแบบต่างๆ มีคำอธิบายสลักลงบนแผ่นไม้ประกอบเพื่อให้ผู้เข้าไปชมได้เข้าใจไปง่ายยิ่งขึ้น ระหว่างเดินชมรู้สึกวังเวงขึ้นมาเชียวครับ (ฮา) หลังจากนั้นเราก็มาชมพระนาคปรก 9 เศียร สูง 9.99 เมตร ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง องค์พระสวยเด่นอยู่ริมหน้าผา ขณะที่กำลังบันทึกภาพ มีวัวที่คนเลี้ยงนำมากินหญ้าใกล้ๆ เดินมาทักทายด้วยความเชื่อง เลยเล่นกับมันอยู่สักครู่จึงลงมาชมวัดต่อ หลังจากจอดรถที่ลานจอดขึ้นเนินมาจะพบกับเทพเจ้าของชาวจีนตั้งอยู่ให้สักการะ แล้วเราก็เดินเข้าไปยังบริเวณวัดระหว่างทางที่เดินเข้าไปพบว่าทางวัดกำลังก่อสร้างรูปเคารพเพิ่มเติมอยู่คาดว่าจะเป็นเทพเจ้าทางศาสนาพราหมณ์ครับ แล้วเราก็พบศาลที่ประดิษฐานพระรูปของรัชกาลที่ 5 และเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีคนมาสักการะอยู่เรื่อยๆ พระพุทธรูปองค์ใหญ่สีขาวล้วนสามองค์เรียงกัน พระพุทธรูปองค์สีทองอร่ามตั้งอยู่บนเนินสูงดึงดูดสายตา พระพิฆเนศองค์ใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง และเราก็พบกับพระโพธิสัตว์กวนอิมแห่งทะเลใต้ สูง 9.99 เมตร พร้อมด้วยเสามังกร ที่อยู่บนเฉลียงที่สร้างยื่นออกมาจากแผ่นดินดูงดงามโดดเด่นยามเดินทางผ่าน เมื่อมองออกไปยังอ่าวทุ่งมหาก็มีความงามตามความสูงที่ลดหลั่นมาเรื่อยๆ เราเดินสำรวจจนถึงโรงทานที่มีบริการชา กาแฟ ขนม ผลไม้ สำหรับผู้มาเยี่ยมชมทุกท่าน อย่างไรก็ช่วยกันรักษาความสะอาดให้ทางวัดด้วยนะครับ เวลาบ่ายคล้อย “หลวงตาจง” เจ้าอาวาสวัดแก้วประเสริฐ ออกมาพบปะกับผู้ที่มาทำบุญ ทางทีมท่องเที่ยวได้กราบนมัสการและสนทนากับท่านอยู่ครู่หนึ่ง เราจึงกราบนมัสการลาท่านเพื่อเดินทางต่อไป ทีมท่องเที่ยวเดินทางมาชมเนินทรายที่มีอยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย แต่ด้วยเวลาอันจำกัด จึงขอไม่ลงรายละเอียดเพราะเราไม่ได้สำรวจละเอียดนักจึงเก็บไว้เป็นการบ้านในคราวต่อๆ ไปครับ เมื่อมาถึงทะเลแล้วจะไม่เดินบนชายหาดก็กระไรอยู่ จึงแวะที่หาดถ้ำธงที่อยู่ใกล้ๆ กันเพื่อชมหาดยามแสงสุดท้ายของวัน หาดถ้ำธงเป็นหาดที่ลาดเอียงไม่มาก มีหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ และสะพานปลาเอาไว้ขนส่งปลาสดยามเช้าเมื่อเรือเข้าเทียบท่า เป็นหาดที่สงบเงียบมีชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงมาเที่ยว บนชายหาดปูลมมากมายออกหาอาหารปรากฏเป็นก้อนทรายกลมๆ เต็มหาด นกตัวน้อยปราดเปรียวลงมาหาอาหารบริเวณน้ำตื้นเมื่อเห็นเรายอมนิ่งให้ถ่ายภาพครู่เดียวก็พากินบินหนี เราเดินมาเรื่อยๆ พบกับพี่ชาวประมงพื้นบ้านกำลังจะออกเรือไปจับสัตว์น้ำมาขาย เนื่องจากน้ำลงเยอะจึงขลุกขลักเล็กน้อยต้องช่วยกันนำเรือลงไปบริเวณที่น้ำทะเลซัดมาถึง แต่เราก็ยังเห็นรอยยิ้มจากพวกเขาทุกคน ลมทะเลพัดเอื่อยๆ อากาศเย็นสบายพร้อมกับตะวันที่ยอแสงลงเราจึงจากมาก่อนที่ฟ้าจะมืดสนิทแต่พกความสุขกลับมาเต็มเปี่ยม เพราะครั้งนี้เราได้ทั้งทำบุญและได้ชมวิถีชีวิตอันเรียบง่ายใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลาหากมีโอกาสเราจะกลับมาอีกครั้งเพื่อสัมผัสบรรยากาศอันงาม ง่าย แบบเต็มๆ

“ท่องเที่ยวกับ อบจ.ชุมพร” ครั้งนี้หวังว่าทุกท่านจะมีความสุขไม่มากก็น้อย ฝากไว้สักนิดสำหรับน้ำใจในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน รักษาวินัยจราจรกันนะครับ และเมื่อเราไปเที่ยวยังสถานที่ใดช่วยกันรักษาความสะอาดเพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวยังสวยไปกับเรานานๆ ครั้งหน้าจะนำเสนอที่ใดโปรดติดตามครับ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการท่องเที่ยว

องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร

ศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพร หัวเขาถ่าน

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ ท่องเที่ยวกับ อบจ. ชุมพร ในครั้งนี้ ขอนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงามทั้งยังประดิษฐานพระรูปของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรณ์เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวชุมพรที่อยู่ในอำเภอสวี นั่นคือ ศาลกรมหลวงฯ หัวเขาถ่าน นั่นเองค่ะ ซึ่งเดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรต้องการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เสริมสร้างเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่นและจังหวัดชุมพรเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการจะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้มากที่สุดก็ต้องมีการก่อสร้างปรับปรุงภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยวให้สวยงามเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร จึงได้จัดทำโครงการก่อสร้างและปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณภูเขาริมทะเล  เพื่อก่อสร้างศาลเสด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดชุมพร และประชาชนทั่วไปได้มาสักการบูชา โครงการสร้างศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์และปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 8 ตำบลท่าหิน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เส้นทางเดินทางก็สะดวกถนนลาดยางตลอดโดย ออกจากตัวอำเภอสวี เส้นทาง สวี-บ่อคา แยกตรงสามแยกโรงเรียนบ้านหนองปลา หรือตรงไปเส้นบ่อคา เลี้ยวขวาตรงสามแยกท้องเกร็งผ่านโรงเรียนด่านสวีวิทยาสู่หาดทรายรีสวีอีกประมาณ 8 กม.ก็จะถึงที่ตั้งตัวพระตำหนัก รถสามารถขับขึ้นไปถึงตัวศาลได้เลยค่ะ

วัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการสร้างศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์และปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ในครั้งนี้ ก็เพื่อให้อำเภอสวีได้มีศาลเสด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญสามรถสร้างรายได้ให้แก่ชาวตำบลท่าหินและสร้างเศรษฐกิจให้แก่อำเภอสวีและจังหวัดชุมพรในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอสวีและจังหวัดชุมพรอีกด้วยค่ะ เป็นพระตำหนักที่สร้างขึ้นบนทำเลเนินเขาบริเวณที่เรียกว่าหัวเขาถ่าน ใกล้กับชายหาดที่ชื่อเหมือนกับที่ปากน้ำชุมพรนั่นก็คือ หาดทรายรีสวีค่ะ แต่ที่นี่ยังเป็นธรรมชาติมาก ร้านค้าแบบหาดทรายรีชุมพรนั้นยังไม่มี ตำแหน่งที่ตั้งพระตำหนัก หรือ ศาลเสด็จเตี่ย ก็อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมาก สามารถที่จะมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกลและสวยงาม ตัวพระตำหนักมีความสวยเด่นสง่างาม การดีไซน์ที่สวยหรู เมื่อได้เข้าไปยังภายในพระตำหนักเพื่อไปกราบไหว้สักการะพระรูปของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรณ์เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ก็จะมีลมพัดเข้าออกสัมผัสได้ถึงความเย็นสบาย เมื่อเข้าไปสัมผัสถึงความสวยงามของพระตำหนักและวิวโดยรอบพระตำหนักแล้ว สามารถไปพักแวะรับประทานอาหารทะเลของหมู่บ้านชาวประมงซึ่งก็ตั้งอยู่ใกล้ๆบริเวณพระตำหนักเช่นกันค่ะ หลังจากนั้น เมื่อเรารับประทานอาหารกันเสร็จแล้วไปแวะพักผ่อนชมทะเลใส หาดทรายสวีกันที่หาดทรายรีสวี ซึ่งก็อยู่บริเวณละแวกเดียวกันกับพระตำหนักเช่นกันค่ะ สามารถที่จะมองเห็นได้ตั้งแต่ทางขึ้นได้เลย ในการจัดสร้างครั้งนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร 10,000,000บาท   ศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพรหัวเขาถ่าน ที่ประดิษฐานของพลเรือเอกพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรณ์เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ นอกจากจะมีไว้ให้นักท่องเที่ยวได้มากราบไหว้สักการะเพื่อความเป็นศิริมงคลชมพระตำหนักที่สวยงามแล้ว ยิ่งบรรยากาศวิวทิวทัศน์โดยรอบแล้วบอกได้คำเดียวเลยว่ามันสวยและตรึงตราตรึงใจมากค่ะ เพราะหาดทรายรีสวีเป็นหาดทรายที่พูดได้ว่าสวยที่สุดในอำเภอสวีและเป็นชายหาดขนาดใหญ่ทอดตัวยาวขนานกับทิวมะพร้าวเป็นแนวยาวเหมาะแก่การไปเที่ยวพักผ่อนเป็นอย่างยิ่งค่ะ    

ท่องเที่ยวกับ อบจ. ชุมพร ในครั้งนี้เราได้นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญและเป็นสถานที่เคารพบูชาของชาวชุมพรมาก หวังว่าทุกท่านคงจะได้รับข้อมูลสำหรับการท่องเที่ยวในครั้งนี้ สำหรับครั้งหน้าเราจะมีสถานที่ท่องเที่ยว สวยๆมาให้ท่านได้ชมอีกแต่จะเป็นสถานที่ไหนนั้นรอติดตามกันในครั้งต่อไปค่ะ

เรื่อง: นางสาวศิริลักษณ์ อุ่นภิรมย์

ภาพ: นางสาวศิริลักษณ์ อุ่นภิรมย์ / นายพงศธร สุวรรณรัตน์

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการท่องเที่ยว

องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร